วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

16.“ไลน์เกม”สุดฮิตดาวน์โหลดทะลุ 200 ล้านครั้งทั่วโลก


“ไลน์เกม”สุดฮิตดาวน์โหลดทะลุ 200 ล้านครั้งทั่วโลก

        



       ไลน์เกมประสบความสำเร็จยอดดาวน์โหลดเกิน 200 ล้านครั้งทั่วโลก เฉพาะไลน์ป็อปทะลุ 34 ล้านครั้ง ไลน์ประเทศไทยร่วมฉลอง พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษหาโครงเรื่องทำหนังโฆษณา

       รายงานข่าวจาก บริษัท ไลน์ พลัส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นไลน์ และไลน์เกม เปิดเผยว่า หลังจากได้เปิดให้บริการเกมเมื่อ 14 เดือนที่ผ่านมา ปรากฎว่าขณะนี้แพลตฟอร์มเกมของไลน์มียอดดาวน์โหลดครบ 200 ล้านครั้งทั่วโลกแล้ว จากเกมที่เปิดบริการ 36 เกม ในหลายรูปแบบ ทั้งเกมแนว พัสเซิล ที่นำคาแรกเตอร์ต้นแบบของไลน์ มาเป็นคาแรกเตอร์ในเกม และเกม ไลน์ ป๊อป ที่ประสบความสำเร็จด้วยยอดดาวน์โหลดสูงถึง 34 ล้านครั้ง ไปจนถึงเกมรูปแบบใหม่อย่าง เกม ไลน์ วิน รันเนอร์ ที่ได้รับรางวัลเกมยอดนิยมระดับโลก และมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 15 ล้านครั้ง

       ทั้งนี้เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จจึงจัดโปรโมชั่นพิเศษรายวันในแต่ละเกม ระหว่างวันที่ 13 ถึง 19 ก.ย.นี้ให้กับผู้เล่นไลน์เกม นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมพิเศษ ไลน์ สตอรี่ ให้ชาวไทยได้ร่วมลุ้นชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท พร้อมทั้งนำเรื่องราวของผู้ชนะมาถ่ายทอดผ่านโฆษณาของไลน์ ในประเทศไทย ผู้ใช้งานสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ง่ายๆ เพียงแค่ส่งเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในไลน์ ภายใต้คอนเซปต์ “มีไลน์ ก็มีเรื่องดีๆ” ทั้งเรื่องแฮปปี้ ตลก ซึ้ง โรแมนติก หรือเหตุการณ์ไหนๆ ก็สามารถส่งเรื่องเข้าประกวดได้ถึง 29 ก.ย.นี้ ผู้สนใจสามารถส่งเรื่องราวหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://campaign.naver.com/linestorycontest

by : Nu namwan
จาก: http://www.dailynews.co.th/technology/233378

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

15.LINE ฉลองยอดดาวน์โหลดเกมส์ครบ 200 ล้านครั้ง มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษแต่ละเกมส์ให้ผู้ใช้งานตลอด 7 วันเต็ม


           LINE ฉลองยอดดาวน์โหลดเกมส์ครบ 200 ล้านครั้ง มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษแต่ละเกมส์ให้ผู้ใช้งานตลอด 7 วันเต็ม

                                       

       LINE Game คือ แพลตฟอร์มเกมส์ระดับโลกที่ให้บริการเกมส์มากถึง 36 เกมส์ พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน LINE ได้แบ่งปันประสบการณ์การเล่นเกมส์กับเพื่อนๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น LINE โดย LINE Games นำเสนอเกมส์หลากหลายรูปแบบ ทั้งเกมส์แนว Puzzle ซึ่งนำคาแรกเตอร์ต้นแบบของ LINE มาเป็นคาแรกเตอร์ในเกมส์อย่างเกมส์ LINE POP ที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามด้วยยอดดาวน์โหลดสูงถึง 34 ล้านครั้ง ไปจนถึงเกมส์รูปแบบใหม่ที่ได้รับรางวัลเกมส์ยอดนิยมระดับโลกอย่างเกมส์ LINE WIND runner กับยอดดาวน์โหลดมากกว่า 15 ล้านครั้ง

       พร้อมฉลองความสำเร็จดังกล่าวด้วยการจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษรายวันในแต่ละเกมส์ ระหว่างวันที่ 13 ถึง 19 กันยายนนี้ให้กับผู้เล่น LINE Game

       นอกจากนี้ LINE ยังได้จัดกิจกรรมพิเศษ LINE Story สำหรับผู้ใช้ชาวไทย ได้ร่วมลุ้นชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท พร้อมทั้งนำเรื่องราวของผู้ชนะมาถ่ายทอดผ่านโฆษณาของ LINE ในประเทศไทย ผู้ใช้งานสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ง่ายๆ เพียงแค่ส่งเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นใน LINE ภายใต้คอนเซปต์ มี LINE ก็มีเรื่องดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแฮปปี้ ตลก ซึ้ง โรแมนติก หรือเหตุการณ์ไหนๆ ก็สามารถส่งเรื่องเข้าประกวดได้ตั้งแต่ วันที่ 11 ถึง 29 กันยายนนี้ โดย LINE จะแจกตุ๊กตา 20 ตัวทุกสัปดาห์ และผู้ชนะมากจากการตัดสินของคณะกรรมการ LINE รวมกับผลโหวตจากแฟนๆ ในหน้าเฟสบุ๊ค LINE Thailand - official Fan Page ทั้งนี้ผู้ชนะทั้ง 3 คน จะได้รับเงินรางวัลพร้อมกับตุ๊กตา LINE รุ่น Limited Edition โดยผู้ชนะรางวัลที่ 1 จะได้รับเงินรางวัล 150,000 บาท พร้อมตุ๊กตา LINE รุ่น Limited Edition และเรื่องราวของผู้ชนะ จะนำไปเป็นไอเดียโฆษณาชุดใหม่ของ LINE ส่วนผู้ชนะรางวัลที่ 2 และรางวัลที่ 3 จะได้รับตุ๊กตา LINE รุ่น Limited Edition พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 85,000 บาท และ 55,000 บาท ตามลำดับ ส่งเรื่องราวของคุณหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://campaign.naver.com/linestorycontest

                                      

                                             โปรโมชั่นสุดพิเศษ – ตลอด 7 วันเต็มกับเทศกาล LINE Games

                                      


ระยะเวลาโปรโมชั่น

       ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2556 ถึงวันพฤหัสที่ 19 กันยายน 2556
ตารางเวลาโปรโมชั่น
       วันที่ 13 (ศุกร์) LINE Pokopang: ในการเล่นเกมส์แต่ละครั้ง ผู้เล่นจะได้รับผลเชอร์รี่เพิ่มเป็น 2 เท่า
       วันที่ 14 (เสาร์) LINE I Love Coffee: ในการคั่วกาแฟแต่ละครั้ง ผู้เล่นจะได้รับเมล็ดกาแฟเพิ่มเป็น 2 เท่า
       วันที่ 15 (อาทิตย์) LINE MASS FISHING: ผู้เล่นจะได้รับรางวัลเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในการพิชิตภารกิจแต่ละวัน
       วันที่ 16 (จันทร์) LINE Bubble: ในการเล่นเกมส์แต่ละครั้ง ผู้เล่นจะได้รับทองเพิ่มเป็น 2 เท่า
       วันที่ 17 (อังคาร) LINE WIND runner: ผู้เล่นจะได้รับคะแนนคูณ 2 พิเศษสุดจากเหล่าสัตว์เลี้ยงที่ผู้เล่นเลี้ยงไว้
       วันที่ 18 (พุธ) LINE POP: ผู้เล่นสามารถซื้อไอเท็มแต่ละอย่างได้ในราคาเพียงแค่ 2 รูบิ
       วันที่ 19 (พฤหัส) LINE Jelly: ผู้เล่นสามารถซื้อไอเท็มแต่ละอย่างได้ในราคาเพียงแค่ 2 รูบิ


by : Nu namwan
จาก: http://www.arip.co.th/news.php?id=417228

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

14.สื่อการเรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ - ฉลาดทันกาล


     สื่อการเรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ - ฉลาดทันกาล


                                          

       เทคโน โลยีต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ และเป็นที่ยอมรับกันว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทในวงการต่าง ๆ มากมาย

       ทั้งนี้เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถช่วยให้งานเกิดความคล่องตัวและมีความถูกต้อ งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มากมาย อีกบทบาทหนึ่งของคอมพิวเตอร์ที่นำมาประยุกต์ในการศึกษาก็คือ การใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะช่วยสอน จึงเป็นที่ยอมรับของนักการศึกษา

       ซึ่งที่วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ ได้มีการคิดค้นสื่อการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์บนไอแพด ขึ้น เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการพัฒนาสื่อการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะมีการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสื่อการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยสื่อการเรียนรู้ดังกล่าวได้จัดทำขึ้นในรูปแบบ Digital Magazine จัดเป็น Digital Publishing ที่ถูกพัฒนาจาก Electronic Document เป็นการรวบรวมเนื้อหาแล้วจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อหาที่มีอยู่และนำมาดัดแปลงในรูปแบบต่าง ๆ

       นายเผด็จ อ่ำนาเพียง วิทยฐานะชำนาญการ วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ อธิบายว่า สื่อการเรียนรู้ดังกล่าวเป็นระบบปฏิบัติการให้เด็กเรียนรู้ และจัดการเรียนการสอนในระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์, วินโดว์ส 8 และ ไอโอเอส ซึ่งการผลิตสื่อนี้นักเรียนนักศึกษาจะสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดของคอมพิวเตอร์ได้ รวมถึงการศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การนำอุปกรณ์แต่ละชนิดมาประกอบเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และประยุกต์การใช้งานให้เหมาะสมกับซอฟต์แวร์ในปัจจุบัน

       สำหรับเนื้อหาของสื่อคอมพิวเตอร์นั้นจะประกอบไปด้วย ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ เมนบอร์ด ซีพียู ฮาร์ดดิสก์ การประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ แรม ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไบออส การติดตั้งโปรแกรม ทั้งนี้การพัฒนาสื่อการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์บนสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียน มีความกระตือรือร้นและตั้งใจเป็นอย่างดี

      ต้องยอมรับว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้ามามีบทบาทต่อการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ตามโลกไอทีที่ไม่มีวันหยุดนิ่งแล้ว แต่เด็กยังได้เรียนรู้การใช้สื่อสมัยใหม่เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงอีกด้วย

by : Nu namwan
จาก:http://www.dailynews.co.th/technology/231993

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

13.เจาะลึก CPU Intel Core i7

เจาะลึก CPU Intel Core i7 มันมีดีอะไร

        มาเจาะลึกกับ CPU Intel Core i7 มันเป็น cpu ขั้นเทพเลยทีเดียว ซึ่ง Cpu Core i7 มันเป็น CPU สูงสุดของ Intel แล้วในระดับ workstation ที่พวกเราใช้กันอยู่ตามบ้าน ส่วนพวก CPU ระดับserver ผมของไม่พูดถึงละกันเพราะมันใช้ในระัดับServerของในองค์กร
      เรามาเริ่มรู้จัก CPU Core i7 กันก่อนเลยดีกว่า
     ในปัจจุบัน Cpu core i7 จะออกมาแต่ Generation 2 แล้ว

โดย Logo จะเป็นแบบนี้

                                                          
                                << เป็น CPU Core i7 รุ่นแรกที่ทาง Intel ได้ผลิตออกมาเพื่อจัดจำหน่าย


                                                           
          << เป็น CPU Core i7 Generation 2 ที่ตอนนี้กำลังวางขายเกลื่อนตลาด ตอนนี้คุณจะเห็น Logo แบบนี้

       การทำงานของ core i7 นั้นจะเป็นการทำงานแบบ Quad Core โดยเป็นการทำงานของ core cpu 4 core พร้อมๆกัน ช่วยให้คอมพิวเตอร์ของเราประมวลผลได้ไวขึ้นและมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม

       โดยใน Core i7 Generation 2 จะมีขุมพลังจาก Intel® Turbo Boost2.0 ขึ้นมาทำให้ประหยัดพลังงานและด้านระบบความร้อน ในช่วยในเรื่องการ Active ของ Core cpu ที่ดีขึ้น และ เทคโนโลยี Intel® Hyper-Threading Technology ที่ทำให้ Core ของ CPU ทำงานสองงานได้ในเวลาเดียวกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล และยังมีการปรับ Cache ของ CPu ทำให้มีช่องทางในการส่งข้อมูลได้ไวขึ้น เพื่อรองรับการทำงานของ CPU ที่เต็มที่กับประสิทธิภาพกับการทำงานหนักๆของเรา และยังมี Intel® HD Graphics 3000 เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมแบบธรรมดาทั่วไป ดูหนัง โดยไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์พวกการด์จอเพิ่มเติม(แต่ถ้าผมเล่นเกมหนัก Graphicสวยๆ ผมก็คงต้องซื้อ VGA เพิ่มนะครับ)

รุ่นของ Core i7

       Core i7 สำหรับ PC

                            

                                                     

         Core i7 สำหรับ Notebook

                             

                             

       CPU Core i7 ยิ่งอยู่รุ่นบนๆยิ่งจะแพงนะครับ เพราะประสิทธิภาำพการทำงานและการประมวลผลที่ดีขึ้น แต่ใครเคยใช้ Core i7 แล้วจะติดใจนะครับ เพราะมันไวมากๆ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ชอบ Core i7

       สำหรับราคา Core i7 นั้นก็แพงเหลือเกินก็หลักหมื่นละ แค่ CPU ตัวเดียว

       แล้ว Core i7 เหมาะกับงานประเภทไหน ส่วนมากที่ซื้อ i7 มาส่วนมากจากทำงาน Graphic  แต่สำหรับคนบางคนอาจจะซื้อมาเล่นเกมส์ก็ได้ สำหรับเกมส์ที่หนักๆต้องการ CPU สูงๆ

by : Nu namwan
จาก:http://www.itithai.com/article-tips/windows/535-cpu-core-i7-.html

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

12.10 ประโยชน์ที่ได้จากสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์

       ในมือถือแอนดรอยด์เครื่องหนึ่ง เราจะใช้อะไรได้บ้าง ทำไมเดี๋ยวนี้คนส่วนมากจึงนิยมหันมาใช้มือถือสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์กันเยอะ เรามาดูประโยชน์ของการใช้มือถือแอนดรอยด์กันเถอะ


1. ถ่ายรูป
       ต้องขอบอกว่าฟังก์ชั่นการถ่ายรูป ส่วนมากจะเป็นส่วนที่เราใช้งานมากสุด ยิ่งเดี๋ยวนี้แต่ละรุ่นความชัดก็เทียบเท่ากล้องดิจิตอลกันเลย ไม่ว่าเจออะไรประทับใจเราก็อดเก็บภาพไว้ไม่ได้ หรือ เวลาไปรับประทานอาหารเห็นอาหารที่มาเสริร์ฟหน้าตารับประทานเราก็จะถ่ายรูปไว้ หรือเวลาว่างๆ เราก็จะยกมือถือมาแชะรูปหน้าตัวเอง เสื้อผ้าหน้าผมที่เราแต่งมาว่าเจิดจรัสซักแค่ไหน และเมื่อเรามีมือถืออยู่กับตัวมันก็สะดวกที่จะถ่ายรูปในสถานการณ์ต่างๆใช่ไหมล่ะ




2. แอพแต่งภาพ
       หลังจากที่เราถ่ายภาพเสร็จแล้ว เราก็จะต้องมีแต่งภาพใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งในแอนดรอยด์นั้นก็มีแอพสำหรับแต่งภาพให้โหลดฟรีอยู่ไม่น้อยเลย มี filter ให้เราได้เลือกสรรในการแต่งภาพมากมาย และไม่ต้องเดาเลยว่าในมือถือแอนดรอยด์ของเพื่อนๆจะต้องมีแอพแต่งรูปภาพ อย่างน้อย 3 แอพ ขึ้นไปแน่ๆ ที่ฮิตๆก็จะมี Camera360 , Instagram , photo wonder เป็นต้น ซึ่งแอพแต่งภาพแต่ละอันเดี๋ยวนี้ก็จะมีฟังก์ชั่นการ แชร์ภาพเข้า Social Network ให้พร้อม เรียกได้ว่า เป็นกึ่งสำเร็จรูปเลยก็ว่าได้ แต่งภาพ 3 นาทีแล้วพร้อมแชร์




3. Social network
       หลายๆคนที่ซื้อมือถือแอนดรอยด์มาใช้ ซึ่งจุดประสงค์หลักที่ต้องการก็คือ การเข้าถึง Social Network อย่าง facebook , twitter , instagram ฯลฯ ซึ่งจาก 2 ข้อแรก จะเห็นได้ว่าเมื่อเราถ่ายภาพ แต่งภาพออกมา ก็อยากจะให้มีคนเห็น คนชอบภาพที่เราถ่าย ดังนั้น Social network คือประเด็นหลักที่ขาดไปไม่ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญนอกจากภาพที่โดนๆ สังคมออนไลน์ก็สามารถทำได้อีกหลายอย่าง เรียกได้ว่า ตลอด 24 ชั่วโมงนั้น ต้องมี Social network เข้ามาเป็นกิจวัตรประจำวันแน่นอน




4. แชท แชท แชท
       อีกหนึ่งปัจจัยชอง มือถือแอนดรอยด์ คือต้องมี โปรแกรมแชท ซึ่งตอนนี้ ฟังก์ชั่น การส่ง message แทบจะมีผลน้อยเลยที่เดียวเมื่อเรามี โปรแกรมแชทเข้ามา ซึ่งหลายต่อหลายคนจะเรียกได้ว่า เสพย์ติดการแชทเลยก็ว่าได้ และโปรแกรมแชทในแอนดรอยด์ก็มีให้เลือกมากมายหลากหลาย ที่กำลังฮิตช่วงนี้ หนีไม่พ้น แอพ Line สินะ เพราะแอพนี้เค้ามี ฟังก์ชั่น ส่ง สติ๊กเกอร์ มาเสริมในการบอกความรู้สึก และสติ๊กเกอร์แต่ละอันก็น่ารัก น่าใช้ และสามารถถ่ายทอดอารมณ์เราแทนคำพูดได้ และสามารถตั้งกรุ๊ปดึงเพื่อนๆเข้ามาเมาส์มอยกันเป็นหมู่คณะได้ ทำให้ แอพ Line ชนะเลิศค่ะ ส่วนแอพอื่นๆที่ฮิตๆใช้กันจะเป็นพวก whatsapp , skype , Facebook chat



5. เกมส์
       สิ่งที่ขาดไม่ได้ในมือถือก็คือ เกมส์ ซึ่งในแอนดรอยด์ก็ได้เปรียบคือ ใน market มีเกมส์ให้โหลดฟรีๆ เยอะมากก แบบเสียตังก็มี ทำให้เลือกเล่นกันไม่ถูกเลย จะชอบเกมส์ปลูกผัก หรือ puzzle ผจญภัย ตะลุยด่าน ลับสมอง ประลองปัญญา เรียกได้ว่ามีให้เลือกเล่นได้เพลินๆ ถ้าเบื่อๆก็ลบหาเกมส์ใหม่มาเล่น ได้เรื่อยๆมีทั้งแบบ 3D HD ให้เลือกหามาเล่นส่วนเกมส์ที่แนะนำ คงหนีไม่พ้น เกมส์ยอดฮิต Angry Birds เกมส์นกโกรธที่ฮิตไปทั้วทุกมุมโลก ส่วนเกมส์อื่นๆที่อยากแนะนำก็ jetpack joyride , subwaysurf, Asphalt สามารถเล่นได้เพลินๆเลยค่ะ




6. E-mail
       สำคัญมากสำหรับคนทำงาน ด้วยความที่เป็นมือถือสมาร์ทโฟน ทำให้การติดต่อสื่อสารสะดวกยิ่งขึ้นซึ่งในแอนดรอยด์จะมี gmail มาพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณอยู่ส่วนไหน ถ้ามีสัญญาณอินเตอร์เน็ต ยิ่งถ้าใช้แพ็คเกจเน็ตแบบ unlimited เมลล์ก็จะแจ้งเตือนให้อัตโนมัติ ทำให้เราไม่พลาดงานที่สำคัญๆเลย



7. แผนที่
       Google map ติดมากับเครื่องของแอนดรอยด์อยู่แล้วทุกรุ่น เราอยู่ตรงไหน จะไปไหน หา Location หาร้านบริเวณรอบๆที่คุณอยู่ก็ไม่ยากอย่างที่คิด google map สามารถช่วยคุณได้




8. ดูหนัง-ฟังเพลง
       เมื่อมีมือถือซึ่งต้องติดตัวเราไปในทุกสถานที่ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การฟังเพลง หรือ การดูหนัง ซึ่งในแอนดรอยด์ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ถ้าอยากเข้าดูคลิปหนัง ฟังเพลง ดูMV คลิปตลกๆ หรือรายการต่างๆก็แค่เข้าแอพ Youtube หรือ ถ้าอยากดูหนังเกาหลีหรือต่างประเทศ อย่าง BoxTV ก็มีแอพให้โหลด ไว้ดูกัน หรือถ้าเรามีหนังหรือเพลงในเครื่อง ก็  MX Player หรือ VPlayer



9. โทรฟรี & vdo call
       แค่ได้ยินว่า โทรฟรี ก็ร้อง ว้าวๆๆ กันแล้วใช่ไหมล่ะ ในแอนดรอยด์ มีแอพโทรฟรี แถมบางแอพสามารถ vdo call กันได้อีกด้วย ผ่านอินเตอร์เน็ตอยู่หลายแอพด้วยกัน ซึ่งจากที่ลองใช้ดู ความชัดก็ขึ้นอยู่กับสัญญาณอินเตอร์เน็ตของเราและคู่สนทนาค่ะ app แนะนำ ก็จะเป็น Skype ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้ว การคุยฟรีผ่าน skype เราต้องมีไอดี ของกันและกันก่อน นะ ถ้าเป็นการโทรเข้าเบอร์จะมีการเก็บค่าบริการตามระบบของ skype นอกเหนือจาก skype ก็จะมี Line , Viber , Tango



10. อ่าน-เขียน-แก้ไข ไฟล์เอกสาร
       ใน แอนดรอยด์หลายๆรุ่น จะมี ตัว Quick office มาให้เราสำหรับการ อ่าน แก้ไข หรือเขียน ไฟล์ word excel PDF หรืออื่นๆ ได้ หรือ เราสามารถหาแอพดีๆ จาก market ได้อย่างพวก document to go เป็นต้น แค่นี้ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหน ถ้ามีงานด่วนเข้ามาก็สามารถทำได้ทันที


by : Nu namwan
จาก: http://www.lgmobilelover.com/home/10-utility-from-smart-android/

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

11.ข้อแตกต่างระหว่าง Windows 7 กับ Windows 8

ข้อแตกต่างระหว่าง Windows 7 กับ Windows 8
       กว่าคุณผู้อ่านจะได้อ่านบทความนี้ผมคิดว่า Windows 8 ก็คงเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งทางไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวฟีเจอร์ที่มากับ Windows 8 นั้นมีมากเป็นร้อยฟีเจอร์ทั้งเป็นของใหม่และปรับปรุงให้ดีขึ้นจาก Windows 7 มีทั้งเวอร์ชันที่ลงกับ PC และแท็บเล็ตโดยเฉพาะ


                  



       การนำเสนอของไมโครซอฟท์บางท่านอาจจะไม่เข้าใจมากนักนั้นเพราะฟีเจอร์ต่างๆ มันเยอะแยะไปหมดเมื่อเทียบกับ Windows 7 คำถามจะเกิดตามมาว่า สมควรแล้วหรือที่จะอัปเกรดจาก Windows 7 มาใช้ระบบปฎิบัติการใหม่สุดที่ชื่อ Windows 8

       ตารางด้านล่างได้รวบรวมมาให้เห็นข้อแตกต่างหลักๆ ที่สำคัญของ Windows 7 กับ Windows 8 เอาไว้พิจารณาการตัดสินใจ


                 

* Media Center addon ต้องซื้อแยกต่างหาก
       นอกจากฟีเจอร์หลักๆ นี้แล้ว Windows 8 ยังมีฟีเจอร์ย่อยอีกมากมาย อาทิ เช่น Faster boot times, Airplane mode, Enhanced copy/move/paste, มีโปรแกรมป้องกันไวรัสมาพร้อม(Windows Defender) การปรับแต่งหน้า Log Screen แบบใหม่, ฟีเจอร์ Refresh PC เป็นต้น

by : Nu namwan
จาก: http://notebookspec.com/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87-windows-7-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-windows-8/132287/

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

10.โทรทัศน์ไทยก้าวสู่ระบบดิจิตอล

ถึงจุดเปลี่ยน! ปี 58 วงการโทรทัศน์ไทยก้าวสู่ระบบดิจิตอล


                                       


       ถ้าจะถามถึงรายการหรือละครที่กำลังออนแอร์ในโทรทัศน์เวลานี้มีอะไรที่ติดตามบ้าง เชื่อได้เลยว่าต้องมีหลายคนที่สามารถแนะนำได้เป็นคุ้งเป็นแคว แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าระบบโทรทัศน์ที่ใช้ถ่ายทอดรายการและละครที่ใช้กันอยู่ในบ้านเรานั้นเป็นระบบแบบไหน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าเราจะไม่รู้หรือไม่ให้ความสนใจกับข่าวที่ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ (กสทช.) กำลังบังคับให้มีการส่งสัญญาณรูปแบบดิจิตอลอย่างเป็นทางการในปี 2558 นี้ เพราะไม่ทราบว่า ผลของการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนระบบสัญญาณจะส่งผลอย่างไรกับผู้ชมบ้าง

       จะว่าไปแล้วปกติระบบโทรทัศน์บ้านเราเป็นระบบแบบอนาล็อกมาโดยตลอด หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าระบบนี้มันเป็นอย่างไร...ระบบอนาล็อกเป็นระบบทีวีที่แพร่สัญญาณโดยการนำเอาสัญญาณภาพมาผสมกับสัญญาณวิทยุ แพร่ภาพเป็นแบบเอเอ็ม และผสมสัญญาณเสียงเข้ากับคลื่น และแพร่สัญญาณเป็นแบบเอฟเอ็ม ซึ่งใช้ช่องความถี่ตามมาตรฐานในย่าน VHF ขนาด 7 เมกะเฮิรตซ์ และ UHF ขนาด 8 เมกะเฮิรตซ์ ที่ต้องใช้ช่องความถี่กว้างขนาดนี้ เนื่องจากว่าข้อมูลภาพแบบอนาล็อกเป็นข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มาก ผิดกับระบบดิจิตอล ที่เป็นระบบการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงที่มีข้อมูลที่มีการเข้ารหัสเป็นดิจิตอล ทีมีค่า “0” กับ “1” เท่านั้น โดยมีกระบวนการต่าง ๆ ที่จะทำการแปลงสัญญาณภาพและเสียงให้เป็น ดิจิตอล มีการบีบอัดข้อมูล ทำการเข้ารหัสข้อมูล ก่อนที่จะทำการมอดูเลตข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้เพื่อส่งผ่านตัวกลางไปสู่ผู้รับปลายทาง ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโทรทัศน์ระบบอะนาล็อก

       ทั้งนี้ เมื่อสัญญาณดิจิตอลถูกส่งมายังเครื่องรับโทรทัศน์ จะผ่านกระบวนการบีบอัดข้อมูลสัญญาณดิจิตอล โดย MPEG-2 หรือ MPEG-4 ทำการถอดรหัส หลังจากนั้นสัญญาณจะถูกส่งไปยังหลอดภาพ แล้วหลอดภาพจะยิงลำแสงออกไปยังหน้าจอโทรทัศน์ ทำให้เกิด Pixel (จุดภาพ) บนจอภาพ ซึ่งในระบบ HDTV นั้นจะให้ภาพที่มีความละเอียดของ Pixel สูงกว่าโทรทัศน์ทั่วไปมาก จึงทำให้ภาพที่ออกมามีความคมชัด ละเอียด และไม่มีการกระพริบของสัญญาณภาพ

       สำหรับข้อดีของการมีระบบโทรทัศน์แบบดิจิตอลเข้ามาใช้แทนระบบอนาล็อกนั้น คือการให้สัญญาณภาพและเสียงที่ดีขึ้น มีความคมชัดและมีระบบเสียงที่สมจริงมากขึ้น โดยที่สามารถผลิตรายการได้มากกว่า 1 รายการ (1 ช่อง) ในช่วงคลื่นเดิมที่ได้รับสัมปทานมา 7 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้ผู้ชมสามารถเลือกรับชมรายการที่ต้องการได้ อย่างเช่น ช่องข่าว ช่องกีฬา สามารถรับชมรายการทีวี ขณะเดินทางในรถยนต์โดยที่ภาพไม่กระตุกหรือปัญหาสัญญาณอ่อน มีความเสถียรมากกว่า รวมทั้งยังรองรับการใช้งานในรูปแบบสื่อผสมต่าง ๆ ได้มากมาย ทั้งสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต แตกต่างกับทีวีดาวเทียม ที่สัญญาณภาพจะต้องพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ แถมยังมีข้อจำกัดในการถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงที่ด้อยกว่ามาก ทำให้สามารถดูได้ทุกที่ไม่มีสะดุด

       ถึงแม้ว่าหากดูจากประโยชน์ของมันแล้วก็ไม่เห็นมีข้อเสียอะไร แต่มันมีข้อเสียอยู่แน่ล่ะ อย่างน้อยก็เงินในกระเป๋าเรานี้แหละ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่มีระบบดิจิตอลเข้ามาแล้ว โทรทัศน์รุ่นเก่า รุ่นคลาสสิคสมัยคุณย่าคุณยายที่เก็บรักษาไว้และยังดูได้ในปัจจุบันคงมีอันต้องควักเงินซื้อโทรทัศน์รุ่นใหม่ แต่ถ้าไม่ซื้อโทรทัศน์ก็ต้องซื้อกล่องรับสัญญาณ (เซ็ต ท็อป บ๊อกซ์) เพื่อแปลงสัญญาณออกอากาศจากระบบดิจิตอลเป็นระบบอนาล็อกเข้าโทรทัศน์ของเราอยู่ดี

       โดยขณะนี้ทางกสทช.ได้กำหนดการเปลี่ยนผ่านการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอะนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอล โดยมีเป้าหมายเริ่มทดลองการแพร่ภาพในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือภายในปีนี้ และน่าจะเริ่มเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลได้ภายในต้นปี 2556 และภายใน 4 ปี จะมีการยุติการส่งสัญญาณในระบบอะนาล็อก และกำหนดให้ครัวเรือนในเมืองใหญ่สามารถรับสัญญาณในระบบดิจิตอลได้ไม่น้อยกว่า 80% ภายใน 5 ปี จนสุดท้ายจะเริ่มกระบวนการยุติการให้บริการระบบอนาล็อก (อนาล็อก สวิตช์ ออฟ) ในช่วง เดือนมกราคม 2558 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคอนาล็อก สู่ยุคดิจิตอลของวงการโทรทัศน์เมืองไทยอย่างเป็นทางการ

       ส่วนเรื่องแนวทางการเตรียมตัวรับมือกับระบบโทรทัศน์แบบดิจิตอลนั้น สำหรับหน่วยงานหรือองค์กรทั่วไปจะต้องซื้ออุปกรณ์ในการออกอากาศเป็นระบบดิจิตอลแทนที่ของเดิมซึ่งเป็นระบบอนาล็อก ส่วนภาคประชาชนก็อย่างที่บอกคือ เตรียมเงินซื้อโทรทัศน์กับเครื่องแปลงสัญญาณแต่ถ้าใครมีโทรทัศน์รุ่นใหม่อยู่ที่บ้านส่วนใหญ่ก็เป็นแบบดิจิตอลแล้ว แถมแว่วมาว่าทาง กสทช.จะช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายการติดตั้งด้วย อีกทั้งช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอล จะออกอากาศทั้งในระบบสัญญาณอนาล็อกและดิจิตอลควบคู่กันไป เพราะฉะนั้นอย่าพึ่งกังวลเรื่องกระเป๋าสตางค์แฟ่บและเราก็มีเวลาเตรียมตัวเข้าสู่ระบบดิจิตอลไปอีกระยะหนึ่งเลยแหละ

       ส่วนทิศทางของธุรกิจสื่อโทรทัศน์ในบ้านเราเมื่อมีระบบดิจิตอลเข้ามา มีผู้เชี่ยวชาญออกมาให้ความเห็นว่า จะมีผู้ใช้บริการโทรทัศน์เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน ที่มี 20 ล้านเครื่อง เป็น 40 ล้านเครื่องในอนาคตอันใกล้ และค่าโฆษณาต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว รวมไปถึงจะมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลดีกับผู้ชมอย่างเรา ๆ แน่นอน

       ถือว่าเรื่องนี้เป็นข่าวดีทั้งหน่วยงาน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเหลือเกินที่จะได้มีทางเลือกรับชมรายการที่หลากหลายมากขึ้น ยังไงก็อย่าลืมมานับถอยหลังเทรนด์ระบบโทรทัศน์แบบใหม่ที่กำลังจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตเราในเร็ว ๆ นี้กันด้วย อีกไม่นานเกินรอแค่ 4 ปีเองจ้า

by : Nu namwan
จาก : http://hilight.kapook.com/view/67895

       : https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B5&tbm=isch&tbo=u&source=univ&sa=X&ei=3LoUUq29BMPnrAfl1oDIAQ&ved=0CCwQsAQ&biw=1366&bih=667#facrc=_&imgdii=_&imgrc=nP6PZFN_5dCkNM%3A%3BuFk28mKgFaT4rM%3Bhttp%253A%252F%252Fxn--82cxef7ei9bzcbfb.xn--o3cw4h%252Fsites%252Fdefault%252Ffiles%252Fstyles%252Fhd720%252Fpublic%252Ffield%252Fimage%252F2013%252F03%252Ftvdigital-6.jpg%253Fitok%253DqPGXFPIL%3Bhttp%253A%252F%252Fxn--82cxef7ei9bzcbfb.xn--o3cw4h%252F%2525E0%2525B8%252597%2525E0%2525B8%2525B5%2525E0%2525B8%2525A7%2525E0%2525B8%2525B5%2525E0%2525B8%252594%2525E0%2525B8%2525B4%2525E0%2525B8%252588%2525E0%2525B8%2525B4%2525E0%2525B8%252595%2525E0%2525B8%2525AD%2525E0%2525B8%2525A5-digital-tv-%2525E0%2525B8%252584%2525E0%2525B8%2525B7%2525E0%2525B8%2525AD%2525E0%2525B8%2525AD%2525E0%2525B8%2525B0%2525E0%2525B9%252584%2525E0%2525B8%2525A3%3B1280%3B857

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

9.ความแตกต่างระหว่าง LCD TV, LED TV และ Plasma TV

ความแตกต่างระหว่าง LCD TV, LED TV และ Plasma TV

                                               LCD



       กาลเวลาเปลี่ยนแปลงยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนวิวัฒนาการและเทคโนโลยีก็หมุนเวียน เปลี่ยนตาม จากเดิมที่เริ่มจำความได้ว่าทีวีบ้านเราๆนั้นจะเป็นจอสีเหลี่ยมจัตุรัส ที่ มีขนาดให้เลือกตั้ง 14,21,25,29นิ้วให้คุณเลือกตามกำลังและความต้องการ เวลาล่วงเลยมาได้2-3ปีให้หลังคุณอาจจะเห็นทีวีลดน้อยลงไปแทบจะไม่เห็นเลย เพราะ Plasma TV กับ
LCD TV จากความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าทั้งความสามารถทั้งขนาดที่ดูแล้วควบคู่มากับราคาที่เปลี่ยนจากเดิม จึงทำให้ เข้ามาตีตลาดให้จอทีวีค่อยๆลดหายลงไป และในปัจจุบันสิ่งเปลี่ยนแปลงและค่อยๆก้าวเข้ามาคือ LED TV

       หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องสเป๊กกล้องและความสามารถ และเทคนิคการถ่ายภาพ กันไปได้ระยะหนึ่งเพื่อๆประโยชน์ของแฟนๆ www.Digital2home.com เราจะมีบทความดีๆที่ค่อยมาสลับสับเปลี่ยนเรื่องของเทคโนโลยีทั้งเรื่องLCD โน๊ตบุ๊ค และพลาดไม่ได้ข่าวคราวเรื่องกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ๆ และเทคนิคการถ่ายภาพต่างๆ มาสลับหมุนเวียนให้ท่านได้อ่านและติดตามครับ

       คงอยากรู้กันแล้วสินะครับว่าทั้ง LCD TV, LED TVและPlasma TV แตกต่างกันอย่างไร เรามาเริ่มรู้จักที่ละอย่างเลยครับ เริ่มที่ตัวของ LCD TV ก่อนเลย จากราคาที่น่าสนใจและตลาดที่แทบจะทุกค่ายผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ผลิตออกกันมาส่วนใหญ่จะเป็น LCD TV

       
LCD TV (Liquid Crystal Display) ซึ่งใช้หลอดไฟ CCFL หรือ Cold Cathode Fluorescent Lamp ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดผอมคล้ายๆหลอดกาแฟ เรียงในแนวนอนยาวลงมาเป็นตัวกำเนิดแสง แสดงภาพโดยเริ่มจากแหล่งกำเนิดแสง Backlight ส่องแสงไปที่ผลึกเหลว (ลักษณะ คล้ายๆเยลลี่ ดังนั้นถ้าลองสังเกตดูว่าถ้าเอามือจิ้มลงไปที่จอจะรู้สึกว่านิ่มๆ) ที่หยอดเอาไว้ระหว่างช่องกระจกจะถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ทำให้โมเลกุลของลิควิดคริสตัลในส่วนของจุดภาพ พิกเซล (pixel) นั้นหมุนเป็นมุม 90 องศา เพื่อให้เกิดได้ทั้งจุดสว่าง และจุดมืด (แต่ละพิกเซลไม่สามารถกำเนิดแสงได้เอง) หากเรากล่าวว่าเทคนิคของ LCD คือการบิดตัวโมเลกุล แล้วเอาเงาของมันมาใช้งานก็ถือว่าถูกต้องอย่างที่สุด LCD ทีวีจะมีหลายขนาดมากๆ ไล่ตั้งแต่ 15 นิ้ว ไปจนถึง 108 นิ้ว ครับ

       LED TV ย่อมาจาก Light Emitting Diode เป็นหลอดไฟขนาดเล็กจิ๋ว อาทิเช่นหลอดไฟท้าย Minor Changeของ Honda Civic โฉมปัจจุบัน ซึ่งใช้หลอด LED เป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว3 สีทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว คอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอด LED ส่องลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆ

       PLASMA TV ภาพแบบพลาสม่าทีวี แสดงภาพโดยการใช้แสงที่เกิดจากการแตกตัว ionized ของ neon gas (นีออน)เพื่อแสดงผลของภาพออกมาที่แผงหน้าจอ ภายในจอภาพมีองค์ประกอบที่เต็มไปด้วย neon gas แต่ละพิกเซลกำเนิดแสงได้เองPlasma ทีวี จะเน้นทำแต่ ขนาดใหญ่ๆครับ 42 นิ้วขึ้นไป จนถึงขนาด 150 นิ้ว ครับ

ความแตกต่างของจอทั้ง 3 ชนิดคือ หลอดภาพที่แตกต่างกันในการแสดงผลครับ ข้อดีข้อเสียของของจอทั้ง 3ชนิด มีดังนี้
   ข้อดีของ LCD TV
       1. ให้สีที่สว่างสดใสเหมาะกับการแสดงสีกราฟฟิก เช่น การ์ตูน , สารคดี และละคร
       2. เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์
       3. เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่นหรือ ห้องรับแขก (หรือท่านที่จะซื้อเพื่อใช้ไปติดตั้งในร้านค้าหรือร้านอาหาร แอลซีดี ทีวีก็จะเหมาะสมกว่า)
       4. อาการ Burn-In จะไม่โอกาสไม่เกิดขึ้นเลย
       5. แอลซีดีทีวียังกินไฟน้อยกว่าด้วยนะครับ

   ข้อดีของ LED TV
       1.ลักษณะจอมีขนาดบางกว่าจอLCD และจอPlasma
       2.ความสว่างและสีสันค่อนข้างสดกว่า
       3.กินไฟน้อยกว่าจอทั้ง2ชนิด

   ข้อดีของ Plasma TV
       1. สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดีกว่า เนื่องจากมี Response Time .001 ms จึงเหมาะกับการใช้รับชมภาพยนตร์ Action และการรับชมกีฬาเป็นอย่างมาก
       2. อายุการใช้งาน ยาวนานกว่าที่ 100,000 ชั่วโมง (Half Brightness)
       3. สามารถแสดงระดับพื้นสีดำได้ดีกว่า
       4. มีคอนทราสต์ที่สูงกว่าทำให้เห็นมิติของภาพได้ดีกว่า
       5. มุมมองจอภาพที่กว้างกว่า แอลซีดี
       6. ให้สีที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติ มากกว่า สีออกโทนอุ่น

   ข้อเสียของ 
LCD TV
       1. ไม่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดี เนื่องจากมี Response Time เร็วที่สุดในขณะนี้เพียงแค่ 2 msเท่านั้น
       2. มีความเพี้ยนของสีเกิดขึ้นโดยเฉพาะสีแดง, โทนสีผิว, สีท้องฟ้า ทะเล
       3. ไม่สามารถแสดงสีดำสนิทได้เนื่องจาก Backlight เปิดตลอดเวลาในขณะที่เครื่องทำงาน ทำให้มีแสงขาวเล็ดลอดออกไปในฉากที่เป็นสีดำ จึงทำให้ฉากสีดำเป็น “ดำสว่าง” ไม่ใช่ “ดำมืด” อย่างที่ควรเป็น

   ข้อเสียของ LED TV
       1.ราคาแพงกว่า จอLCD และ Plasma
       2.ตลาดยังไม่ได้รับความนิยมเพราะ ในปัจจุบันมีแค่ยี่ห้อ Samsung เท่านั้น

ข้อเสียของ Plasma TV
       1. อาการ Burn-In มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าเปิดภาพนิ่งเป็นเวลานานๆ เช่นโลโก้ช่อง 7 หรือโลโก้ True Visionเป็นต้น (ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์)
       2. ไม่เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่น หรือกลางแจ้ง
       3. หน้ากระจก ทำให้เกิดการสะท้อนเป็นเงาได้
       4. กินไฟมากว่าทั้งจากตัวทีวีเอง และการทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นเพราะ Plasma TV มีความร้อนออกมาจากตัวเครื่องมากกว่า
       5.ค่าซ่อมแพง ซ่อมต้องซ่อมเปลี่ยนทั้งหลอดภาพหมดทั้งชุด


by : Nu namwan
จาก : http://www.digital2home.com/tips/2009/lcd-led-plasma-difference/

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

8.รีวิว iPhone4 VS iPhone4S เปรียบเทียบจุดต่างและควรเลือกซื้ออันไหนดี

รีวิว iPhone4 VS iPhone4S เปรียบเทียบจุดต่างและควรเลือกซื้ออันไหนดี
       หลังจากที่ iPhone4S เปิดตัวและวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว บางคนก็ได้เจ้า iPhone4S มาใช้กันบ้างแล้ว บางคนก็ยังคิดๆอยู่ว่าจะเปลียนดีหรือไม่ จึงทำรีวิวนี้ขึ้นมาเพื่อเพื่อนๆจะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ^^
คำถามแรกที่พบบ่อยๆเลยก็คือ iPhone4 กับ iPhone4S เนี่ย มันแตกต่างกันตรงไหน
       ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของ iPhone ทั้ง 3 รุ่น คือ 3gs, 4 และ 4s มาให้ได้ดูกัน


                                                        


หากดูจากตารางด้านบน ก็จะพบว่าสิ่งที่แตกต่างกันหลักๆแล้วจะมี

       1. เรื่องของชิพที่ iPhone4S จะใช้ชิพ A5 ซึ่งเป็นแบบ Dual-Core เช่นเดียวกับ iPad2
       2. น้ำหนักของ iPhone4S จะหนักกว่าประมาณ 3 กรัม
       3. กล้องที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 8 ล้านพิกเซล และเลนส์แบบใหม่ พร้อมโฟกัสที่ดีขึ้น
       4. การบันทึก VDO ของ iPhone4S สามารถบันทึกได้ในระดับ Full HD ความคมชัดถึง 1080p เลยทีเดียว
       5. iPhone4S ทำออกมาให้สามารถรองรับได้ทั้งระบบ GSM และ CDMA ในขณะที่ iPhone4 แยกออกมาเป็น 2 รุ่น ทั้งนี้ iPhone4S ในเครือข่ายของ Verizon และ Spring มีการล๊อค IMEI ไว้ ทำให้ไม่รองรับระบบ GSM แต่หลังจากหมดสัญญาทางเครือข่ายสัญญาว่าจะปลดล๊อคให้ (ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Mod-K ด้วยค่ะ)
       6. iPhone4S มี Bluetooth 4.0
       7. เวลา Standby ที่ iPhone4S สามารถสแตนบายได้เพียง 200 ชั่วโมงเท่านั้น ในขณะที่ iPhone4 สามารถแสตนบายได้ถึง 300 ชั่วโมง!! ซึ่งข้อนี้น่าจะเป็นคำตอบของหลายๆคนที่ว่า iPhone4S แบตหมดเร็วกว่า iPhone4 ไหม หากดูจากสเปกก็น่าจะได้คำตอบว่า หมดเร็วกว่าชัวร์!!
เราจะสังเกตุความแตกต่างภายนอกของ iPhone4 และ iPhone4S ได้จากไหน?
       มีหลายๆคนถามกันมากมายว่าเจ้า iPhone4 และ iPhone4S มีขนาดเท่ากัน แล้วจะสังเกตุจากภายนอกได้อย่างไร กวางจึงนำภาพเปรียบเทียบระหว่าง iPhone4 (สีดำ) และ iPhone4S (สีขาว) ซึ่งแสดงจุดที่แตกต่างกันของ iPhone4 และ iPhone4S มาให้ได้ชมกัน

                                    1

       จากภาพนี้จะเห็นว่า iPhone4S มีขีดตรงด้านข้างในขณะที่ iPhone4 นั้นไม่มี และสวิสต์ปรับให้สั่นนั้นเหลื่อมกันเล็กน้อย ดังนั้นหากใครมีเคสเก่าที่เจาะเป็นแนวยาวจะสามารถใช้ได้ และเคสรุ่นใหม่ๆที่ผลิตออกมานั้นส่วนใหญ่จะผลิตออกมาเพื่อรองรับทั้ง 2 รุ่น แต่การจะเลือกซื้อขอให้ทุกท่านดูให้ดีก่อนว่า เคสนั้นรองรับกับรุ่นของท่านหรือปล่าว (เพราะมีผู้ขายบางคนมั่วบอกว่าสามารถใช้ได้ ทั้งๆที่มันใช้ไม่ได้)

                                    2

       ด้านบนของ iPhone4S จะไม่มีขีด ในขณะที่ iPhone4 จะมีขีด นอกจากนั้นเหมือนกันจ้า

                                    3

       ส่วนข้างขวา iPhone4S จะมีขีดบริเวณด้านบนเครื่อง iPhone4 จะไม่มี นอกจากนั้นจะเหมือนๆกัน

                                    4

       ด้านล่างของเครื่องจะเหมือนๆกัน ไม่มีอะไรแตกต่างๆ

by : Nu namwan
จาก : http://www.iphonemod.net/iphone4-vs-iphone4s.html

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

7.Nokia Lumia 920 ( โนเกีย Lumia 920 )

Nokia Lumia 920 ( โนเกีย Lumia 920 )
     สุดยอดนวัตกรรมสมาร์ทโฟน

                                               



PureView ถ่ายภาพแบบไม่เบลออีกต่อไป
       เทคโนโลยี PureView™ พร้อมเลนส์ Carl Zeiss ทำให้การถ่ายวิดีโอจะไม่เบลออีกต่อไป แม้ในขณะที่กล้องสั่นหรือมีแสงน้อย ซึ่งเป็นเพราะเทคโนโลยีการป้องกันภาพสั่นไหว ที่คุณไม่สามารถหาได้จากที่ไหน

หน้าจอ PureMotion หน้าจอสัมผัสที่ดีที่สุดและไม่เคยมีมาก่อนบนสมาร์ทโฟน
      หน้าจอ PureMotion HD+ เป็นหน้าจอสัมผัสที่ให้ความสว่างมากที่สุด ตอบสนองได้รวดเร็วที่สุด และไวต่อการสัมผัสมากที่สุดในโลก: ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ทุกสีนั้น ปรากฎอย่างชัดเจน และตอบสนองไวต่อการใช้นิ้วของคุณ แม้ว่าจะถูกปิดบังไว้อยู่


                                                                

HERE City Lens สำรวจตัวเมืองรอบๆ ตัวคุณ
       ด้วย HERE City Lens คุณจะพบกับความหลากหลาย ที่ตัวเมืองของคุณมีอยู่ ผ่านช่องมองภาพของกล้องถ่ายภาพ



                                                               

ดีไซน์ที่เป็นนวัตกรรม ชาร์จแบตเตอรี่โดยไม่ต้องเสียบสายชาร์จ
       นับต่อจากนี้ คุณไม่จำเป็น ต้องเสียบสายเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ให้ NOKIA LUMIA 920 อีกต่อไป เพียงแค่วางโทรศัพท์ลงไปในอุปกรณ์ชาร์จแบบไร้สาย แล้วคุณก็พร้อมสำหรับการเดินทาง



                                                               Nokia Lumia 920 Wireless charging

คุณสมบัติ
   การแสดงผล
       ขนาดหน้าจอ: 4.5 นิ้ว
       เทคโนโลยีการแสดงผล: จอแอลซีดี IPS

   การถ่ายภาพ
       ขนาดเซ็นเซอร์มาตรฐาน: 8.7 ล้านพิกเซล PureView

   การจัดการพลังงาน
       ระยะเวลาเปิดเครื่องรอรับสาย: 460.0 ชม.
       ระยะเวลาสนทนา(สูงสุด)2G: 18.6 ชม.
       ระยะเวลาสนทนา(สูงสุด)3G: 10.8 ชม.
       ระยะเวลาเปิดเครื่องรอรับสาย (3G): 460.0 ชม.
       ระยะเวลาเล่นเพลง: 74.0 ชม.
       การชาร์จแบบไร้สาย: รองรับ

   หน่วยประมวลผล
       ชื่อหน่วยประมวลผล: Qualcomm Snapdragon™ S4
       ชนิดหน่วยประมวลผล: Dual-core 1.5 GHz


 

                                                         Nokia Lumia 920  Nokia Lumia 920
by : Nu namwan
จาก:http://www.nokia.com/th-th/phones/phone/lumia920/?cid=ncomprod-fw-src-na-lumia_0x0-920-src-th-th-1todtmtf9e8f7

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

6.NOKIA ASHA 501 DUAL SIM

NOKIA ASHA 501 DUAL SIM
     โดดเด่น เจิดจ้า สีสันสดใส

สไลด์เพียงครั้งเดียวเพื่อเข้าถึงทุกสิ่งที่คุณชอบได้รวดเร็ว
       สไลด์ไปที่ Fastlane อัพเดทเครือข่ายสังคม และคอยติดตามการอัพเดทสิ่งต่างๆ สถานที่ที่คุณอยู่ และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น บนหน้าจอเดียว


                                               Nokia Asha 501 Dual SIM

ดีไซน์โดดเด่น
        โทรศัพท์ Nokia Asha 501 DUAL SIM รุ่นใหม่ ออกแบบมาเพื่อสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม หน้าจอกระจกที่ทนรอยขีดข่วน และฝาครอบที่ถอดเปลี่ยนได้เพื่อความคงทนตลอดอายุการใช้งาน และแบตเตอรี่สามารถเปิดรอรับสายได้นานถึง 26 วัน แล้วคุณจะแปลกใจ

                                               


ท่องเว็บได้มากขึ้น แต่ใช้ข้อมูลน้อยลง
       ใช้งานแพ็คเกจข้อมูลของคุณได้มากขึ้นด้วย Nokia Xpress Browser ใช้ข้อมูลน้อยลง แต่ให้ประสบการณ์ท่องเว็บที่สมบูรณ์แบบ พร้อมอิสระมากขึ้นด้วยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi


                                                Nokia Asha 501 Dual SIM

 ค้นหาแอพที่ตรงกับความต้องการ
        มีแอพชั้นเยี่ยมมากมายสำหรับโทรศัพท์ Nokia Asha 501 DUAL SIM รุ่นใหม่ รวมทั้ง Facebook, Twitter, FourSquare, Bejeweled 3, Plants vs. Zombies และอื่นๆ การเตือนบนหน้าจอที่ล็อคอยู่จะช่วยให้คุณไม่พลาดจากอีเมล แชท และเครือข่ายสังคม

                                                 Nokia Asha 501 Dual SIM

สลับซิมได้ง่ายด้วย Easy Swap Dual SIM
       ใช้ซิมการ์ดได้หลายซิมเพื่อให้เป็นโทรศัพท์เฉพาะตัวของคุณเอง และจ่ายค่าบริการในอัตราที่ดีที่สุดสำหรับคุณ โทรศัพท์ Nokia Asha 501 DUAL SIM รุ่นใหม่ จดจำการตั้งค่าได้มากถึงห้าซิม ให้การสลับซิมของคุณเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องถอดแบตเตอรี่ออก


                                                  Nokia Asha 501 Dual SIM

คุณสมบัติ
     ขนาดและน้ำหนัก
         ความยาว: 99.2 มม.
         ความกว้าง: 58 มม.
         ความหนา: 12.1 มม.
         น้ำหนัก: 98.2 กรัม

     การแสดงผล
         ขนาดหน้าจอ: 3 นิ้ว
          แสดงคุณสมบัติ: การควบคุมความสว่าง, RGB Stripe, หน้าจอ Nokia Glance, เคาะบนหน้าจอสองครั้ง

     การถ่ายภาพ
        ขนาดเซ็นเซอร์มาตรฐาน: 3.2 ล้านพิกเซล
        ความละเอียดของกล้อง: 2048 x 1536 พิกเซล

     การจัดการพลังงาน
        ระยะเวลาเปิดเครื่องรอรับสาย: 624.0 ชม.
        ระยะเวลาสนทนา(สูงสุด)2G: 17 ชม.
        ระยะเวลาเล่นเพลง: 56.0 ชม.


                                                    Nokia Asha 501 สองซิม     Nokia Asha 501 สองซิม

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

5.เปิดตัวคอมพิวเตอร์ออล-อิน-วัน รุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายเอชพี

                        เอชพี รุกตลาดคอนซูมเมอร์ เผยโฉมคอมพิวเตอร์ออล-อิน-วันรุ่นใหม่ล่าสุด
                                  ชูเทคโนโลยีระบบสัมผัสอัจฉริยะภายใต้ดีไซน์สุดเพรียวบาง


                                                

       กรุงเทพฯ – เอชพีเดินหน้าปลุกกระแสคอนซูมเมอร์พีซี เปิดตัวคอมพิวเตอร์ออล-อิน-วัน รุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูลENVY ที่มาพร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบสัมผัสสุดอัจฉริยะ พร้อมใช้งานด้วยการเชื่อมต่อเพียงสายเดียว และยังได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานร่วมกับ Windows 8 (วินโดวส์ 8)

       คอมพิวเตอร์ HP ENVY 23 TouchSmart AiO PC (เอชพี เอนวี่ 23 ทัชสมาร์ทออล-อิน-วัน พีซี) และENVY 20 TouchSmart AiO PC (เอชพี เอนวี่ 20 ทัชสมาร์ท ออล-อิน-วัน พีซี) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้มาพร้อมเทคโนโลยีระบบหน้าจอสัมผัส แบบมัลติทัชพร้อมกันถึง 10 นิ้ว ภายใต้ดีไซน์เรียบหรูสวยงามเหนือมิติ สะท้อนภาพลักษณ์ผู้นำด้านเทคโนโลยีระบบสัมผัสอัจฉริยะของเอชพี

                                                

       นางสาวอภิรดี พหลเวชช์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ กลุ่มธุรกิจ การพิมพ์และคอมพิวเตอร์ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยดีไซน์เรียบหรูสะดุดตา และง่ายต่อการใช้งานด้วยการเชื่อมต่อเพียงสายเดียว ทำให้คอมพิวเตอร์ออล-อิน-วัน จากเอชพี สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างครบครัน

       นอกจากนี้ ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มออล-อิน-วัน ทำให้เอชพีสามารถส่งมอบความคุ้มค่า และความแตกต่างอย่างมีสไตล์ไปยังกลุ่มลูกค้า ทำให้เรามียอดขายรวมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มออล-อิน-วัน ถึง 5 ล้านเครื่องทั่วโลก”

                                                 

                                                        ที่สุดแห่งระบบสัมผัสอันทรงพลังจาก HP All-in-Ones

       ด้วยเทคโนโลยี HP TouchSmart ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การใช้งาน และการเชื่อมต่อต่างๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ HP ENVY 23 และ HP ENVY 20 TouchSmart PCs ทำได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส สามารถยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขี้น

       โดยออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Microsoft® Windows 8 (ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 8)ทำให้ผลิตภัณฑ์ HP ENVY 23 และ HP ENVY 20 TouchSmart PCs รุ่นใหม่ล่าสุดนี้อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพเหนือระดับ และมาพร้อมเทคโนโลยีระบบสัมผัสสุดอัจฉริยะที่ใช้งานบนหน้าจอได้พร้อมกันถึง 10 นิ้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาเมนู การพิมพ์บนหน้าจอ หรือแม้แต่การเล่นเกมส์

       ผลิตภัณฑ์ HP ENVY 23 และ HP ENVY 20 TouchSmart PCs ยังมาพร้อมหน้าจอแสดงผลระดับไฮเดฟฟินิชั่นที่ให้มุมมองกว้างกว่าจอแบบปกติ ขนาด 23 นิ้ว และ 20 นิ้ว(1) และขุมพลังจากหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดจากอินเทล(Intel® processors)

       นอกจากนี้ ยังมีออปชั่นหน่วยความจำเสริม ExpressCache(2) และโซลิดสเตทไดรฟ์ (SSDs) รวมไปถึงหน่วยความจำขนาด 3 เทราไบต์(3) เพื่อบันทึกภาพ ไฟล์วิดีโอ และเพลงโปรด อย่างจุใจ ซึ่ง ExpressCache SSD จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถบู๊ตเครื่อง หรือเข้าใช้งาน แอพลิเคชั่นได้เร็วยิ่งขึ้น

                                                               

        ผลิตภัณฑ์ HP ENVY 23 และ HP ENVY 20 TouchSmart PCs ยังพร้อมมอบประสบการณ์ความบันเทิงอย่างเต็มอรรถรส ด้วยเทคโนโลยี Beats AudioTM และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยจากเอชพี ไม่ว่าจะเป็นเว็บแคมด้านหน้า ระดับไฮเดฟฟินิชั่น (HP TrueVision HD webcam) และเทคโนโลยี HP Connected Photo(4)

       เทคโนโลยี HP Connected Photo เป็นการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อไฟล์รูปถ่ายจากสมาร์ทโฟนไปเก็บไว้ในเครื่องพีซีได้อย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด

       นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ HP ENVY 20 TouchSmart ยังมาพร้อมเทคโนโลยี HP Connected Remote(5)ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสถึงประสบการณ์ความบันเทิงเหนือระดับ ด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ให้เป็นรีโมตเพื่อควบคุมการเข้าถึงความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นเพลง วิดีโอ และรูปภาพ ได้อย่างไร้สาย

ราคาและการจัดจำหน่าย(6)

        ผลิตภัณฑ์ HP ENVY 23 และ HP ENVY 20 TouchSmart AiO PCs พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ตัวแทนจำหน่ายเอชพีทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 29,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)


by : Nu namwan

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

4.Canon ประกาศเปิดตัวกล้องรุ่นใหม่

Canon ประกาศเปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ Canon EOS 700D และเลนส์ 18-55mm STM 


                                                 

     นอกจาก EOS 100D แล้ว Canon ยังได้เปิดตัวกล้อง DSLR รุ่นใหม่ Canon EOS 700D อีกด้วย แต่ผู้ใช้ 650D ก็ยังไม่ตกใจไปครับ เพราะจริงๆแล้ว 700D ก็ยังไม่ค่อยต่างจาก 650D ซักเท่าไหร่ เราลองไปดูสเปคกันเลยครับ

Canon EOS 700D Specification
     -เซนเซอร์ CMOS APS-C ความละเอียด 18 ล้านพิกเซล
     -ชิพประมวลผล DIGIC V
     -ISO100-12800 และขยายได้ถึง 25600
     -จุด Autofocus 9 จุด และเป็น cross-type ทุกจุด
     -ระบบ Hybrid AF
     -จอแสดงผล Touch Screen LCD แบบปรับหมุนได้(Vari-Angle) ขนาด 3.0" ความละเอียด 1.04 ล้านพิกเซล
     -ถ่ายภาพต่อเนื่อง 5 เฟรมต่อวินาที
     -ถ่าย VDO Full HD
     -รองรับการใช้งานการ์ด SD / SDHC / SDXC
     -ใช้แบตเตอรี่ LP-E8
    -น้ำหนัก 580 กรัม (รวมแบตฯและการ์ด)

                                               

      การมาของ Canon EOS 700D นั้น เรียกได้ว่าทำให้ผู้ใช้ 650D สะเทือนใจไปตามๆกัน เพราะ 650D เองก็เพิ่งจะออกมาได้ไม่นานเท่าไหร่ อะไรกัน!! ตกรุ่นแล้วเรอะ!!! แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจกันไปครับ เพราะถึงจะมีรุ่นใหม่มาแทน แต่สเปคนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่ ^o^

                                                

                                                                 ความแตกต่างของ Canon EOS 700D และ EOS 650D

จริงๆแล้ว 2 ตัวนี้ต่างกันแค่ 2 อย่างเท่านั้นคือ
      1. Canon EOS 700D สามารถแสดง Creative Filter ใน Live View แบบ Real-Time ได้
      2. ปุ่มหมุนโหมดด้านบน 700D เปลี่ยนเป็นแบบหมุนได้ 360 องศา

   

                                                

  

                                                

     จริงๆแล้ว 700D ไม่ได้ต่างจาก 650D ซักเท่าไหร่ จุดที่น่าสนใจเล็งไปที่เลนส์ที่เปิดตัวออกมาพร้อมกันมากกว่า อย่าง Canon EF-S 18-55mm f/3.5-5.6 IS STM ซึ่งถือเป็นเลนส์ STM ตัวที่ 3 แล้ว และแน่นอน EOS 700D มีชุดขายคู่กับเลนส์ตัวนี้ด้วย ถือเป็นอีกสิ่งที่หน้าจับตาดูว่าเลนส์ Kit ตัวนี้จะคุณภาพดีแค่ไหน และจะเงียบและนิ่งสุดๆเหมือนรุ่นพี่ของมันอย่าง EF-S 18-135mm f/3.5-5.6 IS STM และ EF 40mm F2.8 หรือเปล่า

     แต่แน่นอนเทคโนโลยีควรจะมีการพัฒนาที่ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ แม้เพียงเล็กน้อยแต่การก้าวขึ้นไปทีละนิดๆก็จะพาเราไปถึงวันที่เทคโนโลยีก้าวถึงจุดสูงสุดในซักวันหนึ่ง

                                                                   

                                                                           Canon EF-S 18-55mm f/3.5-5.6 IS STM

                                 
                                              
                 
                                                 Canon EF-S 18-55mm f/3.5-5.6 IS STM จะสูงกว่า 18-55 ตัวเก่าเล็กน้อย

by: Nu namwan
จาก:http://www.zoomcamera.net/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87/canon-announced-eos-700d.html